ประเพณีการกินขันโตก
1) ประวัติความเป็นมาและความสำคัญ
ประเพณีการกินขันโตก เป็นวัฒนธรรมประเพณีของชาวเหนือ หรือชาวล้านนาไทย
ที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ขันโตก หรือโตกเป็นภาษาดั้งเดิมที่ชาวล้านนาไทยใช้เรียกภาชนะที่ใช้สำหรับใส่อาหาร มีลักษณะคล้ายถาดทำด้วยไม้สัก มีขาสูง รูปร่างคล้ายตะลุ่มของพระภิกษุทางภาคกลางเมื่อสมัย 50
ปีมาแล้ว ประชาชนทั่ว ๆ ไปจะไม่ใช้ขันโตก เพราะการกินขันโตกต้องมีอาหารหลาย
ๆ อย่างตักใส่ถ้วย วางในขันโตกจนเต็มซึ่งอาจจะเกินฐานะกำลังของบางครอบครัวที่มีฐานะยากจน
แต่เมื่อ มีงานเลี้ยงจึงจะจัดขันโตกกันสักครั้งหนึ่ง จนประเพณีการกินขันโตกเกือบสูญหายไป ครั้นเมื่อปี
พ.ศ. 2496 นายไกรศรี
นิมมานเหมินทร์ นายธนาคารและนักธุรกิจใหญ่ของภาคเหนือ ได้รื้อฟื้นนำมาใช้ในงานเลี้ยงส่งนายสัญญา
ธรรมศักดิ์และมร.จอร์ช วิดนี ขึ้นอีก
จนชาวล้านนาไทย และหน่วยงานราชการต่าง ๆ ยอมรับว่า การเลี้ยงขันโตก เป็นวัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของชาวล้านนาไทย ที่นิยมจัดเลี้ยงรับรองแขกเมืองหรือ
ผู้ที่ไปเยือน ในการเลี้ยงขันโตกครั้งแรก ๆ นายไกรศรี นิมมานเหมินทร์ ได้แนะนำให้ผู้ไปร่วมงานแต่งกายแบบพื้นเมือง
คือ สวมเสื้อหม้อห้อม ต่อมาได้กลายเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับงานเลี้ยงขันโตกไปด้วย
2) วิธีปฏิบัติ
2.1) การจัดเตรียมสถานที่
การจัดสถานที่ในประเพณีการเลี้ยงขันโตก มีดังนี้
-
เตรียมลานกว้างให้เพียงพอกับจำนวนแขก ใช้สำหรับเป็นที่นั่งรับประทานอาหาร
และแสดงมหรสพ
-
ขัดราชวัตร หรือรั้วพิธี ทำคล้าย ๆ รั้วพิธีตามวัดเวลามีงานสมโภชหรืองานเทศกาล
-
ปักต้นไม้ เช่น ต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นกุ๊ก (พืชตระกูลข่า)
ไว้รอบราชวัติหรือรั้วพิธี
-
ด้ายสายสิญจน์ ใช้วงรอบราชวัติ ในกรณีที่การเลี้ยงขันโตกนั้นมีพิธีบายศรีสู่ขวัญด้วย
-
ทำประทีปโคมไฟ โดยใช้เทียนขี้ผึ้ง หรือเทียนไขปักรอบ ๆ ราชวัตร
-
ตั้งคนโท (น้ำต้น) กระโถน
พานมูลีขี้โย (บุหรี่) และเมี่ยง
-
วงดนตรีพื้นเมืองประกอบด้วยสะล้อ ซึง ขลุ่ย และกลอง สำหรับบรรเลงในระหว่างการเลี้ยงขันโตก
-
มาลัยดอกมะลิ หรือดอกรัก หรือดอกบานไม่รู้โรย สำหรับเจ้าภาพใช้คล้องคอให้แขกที่มาถึงบริเวณพิธี
2.2) การจัดเตรียมอาหาร
อาหารสำหรับขันโตก ประกอบไปด้วยข้าวนึ่งหรือข้าวเหนียว แกงอ่อม
แกงฮินเล ใส้อั่ว แคบหมู น้ำพริกอ่อง หรือน้ำพริกปลาร้า จิ๊นลาบ และผักต่างๆ นอกจากนี้ยังมีของขวานจัดแซมไปกับอาหารในขันโตกด้วย
เช่น ขนมจอก ขนมเทียน ขนมปาด ขนมศิลาอ่อน ข้าวพอง หรือข้าวแตน เป็นต้น อาหารเหล่านี้จะตักใส่ถ้วยเล็ก
ๆ วางไว้ในขันโตกจนครบ ใช้ฝาชีครอบไว้ รอจนกว่าพิธีแห่ขันโตจะเสร็จ
2.3) การละเล่น หรือมหรสพ
ในประเพณีการกินขันโตกอาจมีการละเล่นหรือมหรสพต่าง ๆ มีดังนี้
-
ฟ้อนเล็บ หรือฟ้อนเทียน เป็นศิลปะที่สูงค่าของชาวล้านนาไทย นางรำจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบบล้านนาไทย
มุ่นผม ทัดดอกไม้ หรือห้อยมาลัย
-
การฟ้อนสาวไหม เป็นการร่ายรำโดยนำเอาวิธีการทำด้าย ทำไหมของหญิงสาวล้านนาไทยมาประกอบการร่ายรำเป็นจังหวะให้เข้ากับดนตรี
-
การฟ้อนดาบ เป็นศิลปะโบราณของล้านนาไทย ฟ้อนได้ทั้งชายและหญิง บางแห่งมีการรำในลักษณะต่อสู้กัน
-
การฟ้อนเจิง เป็นการร่ายรำของผู้ชายแสดงลวดลายต่าง ๆ
- กลองแอว หรือกลองตึ่งโนง เป็นเครื่องดนตรีประโคมกับการแห่ การฟ้อน
- แน หรือแตร มี 2 เลา ใช้เป่าตามเพลงแห่นำขบวนเวลาฟ้อน
- กลองอุเจ่ กลองมอนเซิง หรือกลองทิ้งป้อม เป็นเครื่องแห่ขนาดเล็ก ใช้เป็นเครื่องดนตรีประกอบการรำดาบ
และฟ้อนเจิง
2.4) การแห่ขบวนขันโตก
แขกที่ได้รับเชิญจะเข้าสู่บริเวณพิธี
เจ้าภาพจะนำพวงมาลัยที่จัดเตรียมไว้คล้องคอให้แก่แขกทุกคน จากนั้นเชิญให้เข้ามานั่งในบริเวณที่เลี้ยงขันโตกในราชวัตรคอยชมขบวนแห่ขันโตก
การจัดขบวนแห่ขันโตก จะประกอบไปด้วยพานบายศรี (ถ้ามี)
ช่างฟ้อน กลุ่มดนตรีกล่องตึ่งโหน่ง (บางทีก็ให้อยู่นอกขบวน)
ขันโตกเอก ขันโตโทหรือขันโตกรอง กล่องข้าวใหญ่ ขันโตกบริวาร กล่องข้าวเล็ก
อาหารหวาน เมื่อดนตรีขึ้นช่างฟ้อนก็จะฟ้อนนวยนาดเป็นคู่ ๆ นำขบวนขันโตก จากนั้นขันโตกเอก
ขันโตโทหรือขันโตกรอง กล่องข้าวใหญ่ ก็ถูกหามเดินตามไปพร้อมกับขันโตกเล็ก ๆ ตามไปเป็นแถวอย่างช้า
ๆ รั้งท้ายด้วยกลองมองเซิงเข้าสู่บริเวณพิธี แขกผู้มาร่วมงานจะปรบมือให้เป็นระยะจนกว่าขันโตกเอกจะถึงแขกผู้เป็นประธานนั่ง
จึงหยุดการฟ้อน จากนั้นก็จะนำขันโตกไปวางตามจุดที่ตั้งคนโท และกระโถนไว้ เจ้าภาพเชิญแขกรับประทานอาหาร
ในระหว่างที่แขกกำลังรับประทานอาหาร จะมีการจุดดอกไม้เพลิง และตะไล มีชุดการแสดงต่าง
ๆ ให้แขกได้ดูชม เช่น ฟ้อนน้อยใจยา-นางแว่นแก้ว ฟ้อนดาบฟ้อนสาวไหม
ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง เป็นต้น
สำหรับวิธีการนั่งในการเลี้ยงขันโตกนั้น
ผู้ชายจะนั่งขัดสมาธิ ภาคเหนือเรียกว่า“ขดตะหวาย”
ส่วนผู้หญิงจะนั่งพับเพียบ ภาคเหนือเรียกว่า “นั่งป้อละแหม้” ประเพณีการกินขันโตก เป็นประเพณีการเชิญแขกมารับประทานอาหารแบบพื้นเมืองล้านนาไทย
โดยนำเอาประเพณี การละเล่นต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งเคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อนสมัยอาณาจักรล้านนาไทย
มาประยุกต์เข้าด้วยกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ของเก่าซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน
และเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมประเพณีล้านนาไทยอย่างกว้างขวางต่อไป

อ้างอิง : หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาเลือก การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีในภาคต่างๆ (สค 12009) ระดับประถมศึกษา หน้า 12 - 14
เขียนโดย :
1. นางสาวแอน แท่นทอง รหัสนักศึกษา 115410507327-8
2. นางสาวภัทลียา เกื้อกูล รหัสนักศึกษา 115410507331-0
ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี